วันพุธที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2562

บินกลับไทย


         การผจญภัยในอเมริกา 2 ปีได้มาถึงวันสุดท้าย ถึงเวลาที่ต้องร่ำลาทุกคนและเดินทางกลับไทย เราได้ทำเรื่องขอตั๋วเครื่องบินจากเอเจนซี่ว่าจะกลับไทยทันทีหลังจบโครงการ ไม่อยู่ต่อเดือนเที่ยว
         ทางเอเจนซี่ของเราซื้อตั๋วให้ฟรีค่ะ โดยมีเงื่อนไขว่าจะต้องแจ้งล่วงหน้าอย่างน้อย 1-3 เดือน ได้ที่นั่งชั้นประหยัด (Economy) ต้องบินวันธรรมดา และบินจากสนามบินที่ใกล้บ้านโฮสต์เท่านั้น ส่วนใหญ่จะให้ต่อเครื่อง 1 ครั้ง ถ้าต้องการบินวันเสาร์อาทิตย์ หรือบินจากสนามบินอื่น หรือต้องการเจาะจงวันเฉพาะต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่ม *การต่อเครื่องที่ยุโรป ถ้าlayoverเกิน 1 ครั้ง หรือระยะเวลาต่อเครื่องนานเกิน 24 ชม หรือออกจากสนามบินจะต้องมีเชงเก้นวีซ่าด้วย
👉 จบโครงการออแพร์ เตรียมตัวกลับไทย
         หลังเอเจนซี่ส่งข้อมูลตั๋วเครื่องบินที่จองให้แล้วทางอิเมล์ หรือทางโปรไฟล์ ให้ตรวจสอบชื่อ-นามสกุลว่าสะกดถูกต้องไหม ถ้ามีข้อผิดพลาดให้รีบแจ้งเอเจนซี่เพื่อแก้ไขทันที


         ของเราได้สายการบิน Swiss Airline บินจาก Boston คืนวันจันทร์ ประมาณ 7 ชั่วโมงกว่า ไปต่อเครื่องที่ Zurich ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ รอต่อเครื่องประมาณ 2.5 ชั่วโมง แล้วบินจาก Zurich โดยสารการบินไทย (Thia Airline operated by Swiss Airline) 11 ชั่วโมงถึงสนามบินสุวรรณภูมิ กรุงเทพฯ เช้าตรู่วันพุธ

https://www.swiss.com/CMSContent/web/SiteCollectionImages/03-Fleet/cs100-aircraft-07-id5.jpg

         บินระหว่างประเทศควรถึงสนามบินก่อนล่วงหน้าอย่างน้อย 3 ชั่วโมง เราบิน 21:45 น. ตอนแรกกะว่าจะไปถึงสนามบินประมาณ 18:30 น. แต่เนื่องจากเวลานั้นเป็นช่วงรถติดเพราะคนเลิกงานกลับบ้านกัน เลยออกจากบ้านตั้งแต่ 16:30 น.

         การแต่งกายวันเดินทาง จากที่ดูพยากรณ์อากาศแล้ว ที่สวิสเซอร์แลนด์กับไทยร้อนมากๆ แต่ในเครื่องอาจหนาวตอนกลางคืน เลยใส่เสื้อบางๆ ไว้ข้างใน กับกางเกงยีนส์ มีเสื้อแจ็กเก็ตคลุมหนึ่งตัว

         ในกระเป๋าCarry on ก็ใส่เสื้อผ้าสำรองไว้อีก 1 ชุดเผื่อต้องเปลี่ยน และของใช้จำเป็น เช่น สบู่ล้างหน้า แปรงสีฟัน ยาสีฟัน ผ้าอนามัย โรลออน ลิปมัน หวีและยางรัดผม ทิชชู่ ลูกอม ยาดม ยาประจำตัวที่จำเป็น สายชาร์จโทรศัพท์ ขวดเปล่าสำหรับใส่น้ำดื่ม หมอนรองคอ หูฟัง ของมีค่า เงินสด และพาสปอร์ต
https://www.swiss.com/gb/EN/prepare/baggage/hand-baggage#t-page=pane1
         * ถือเงินสดขึ้นเครื่องออกนอกอเมริกา เกิน $10,000 ต้องกรอกแบบฟอร์ม FinCEN 105 และตอบคำถามเรื่องที่มาของเงินได้

         สำหรับ Swiss Airline โหลดกระเป๋าฟรีแค่ 1 ใบ น้ำหนักไม่เกิน 23 กิโลกรัม ถ้าต้องการโหลดกระเป๋าเพิ่มอีก 1 ใบจะต้องจ่าย $100 บางสายการบินสามารถซื้อน้ำหนักกระเป๋าล่วงหน้าออนไลน์ได้โดยราคาอาจจะถูกกว่าซื้อที่หน้าเคาน์เตอร์เช็คอิน
https://www.swiss.com/gb/en/prepare/baggage/checked-baggage#t-page=pane2

         โชคดีที่เราเผื่อเวลาไปถึงสนามบินเยอะมาก เลยมีเวลาเหลือเฟือไม่ต้องรีบร้อน เพราะเวลาเช็คอินและจ่ายน้ำหนักกระเป๋าเพิ่มโดยใช้เงินสดก็เสียเวลาอยู่ไม่น้อยเหมือนกัน (ถ้าจ่ายผ่านบัตรจะสะดวกกว่า แต่เราปิดบัญชีไปแล้ว มีแต่เงินสด) กระเป๋าที่โหลดเป็นการ Check through ถึงปลายทางที่ไทยเลย ไม่ต้องรอรับกระเป๋าระหว่างเปลี่ยนเครื่อง และหากใครชอบเข้าห้องน้ำบ่อยๆ อย่าลืมบอกเจ้าหน้าที่ตอนเช็คอินว่าขอที่นั่งริมทางเดิน (Aisle)

         ขาออกนอกประเทศอเมริกา ไม่มีอะไรมาก เหมือนเวลาบินไปเที่ยวต่างรัฐปกติ เน้นตรวจโน้ตบุ๊ค(ต้องหยิบออกมาจากกระเป๋า และใส่ในถาดพลาสติกเดี่ยวๆ ห้ามใส่ของอย่างอื่นปนในถาด) และห้ามนำสิ่งของต้องห้ามและของเหลวปริมาณเกิน 100 ml เข้าไปใน Gate

         ไปถึง Gate เรามีเวลาเหลือเฟือมาก เลยไปซื้อแซนวิชมานั่งกินระหว่างรอ อยากจะช้อปสินค้า Duty free ก็ไม่มีพื้นที่ในกระเป๋าเหลือ T^T 

         สายการบิน Swiss Airline เสิร์ฟอาหารให้ 2 มื้อ มื้อเย็น เป็นพาสต้ากับสเต็กไก่ ชีสแท่ง สลัดผัก ขนมปัง น้ำผลไม้ และเค้ก ส่วนมื้อเช้าเป็นโยเกิร์ต ครัวซอง และน้ำผลไม้ มีของว่างและเครื่องดื่มบริการเป็นระยะ มีช็อคโกแลตแจกก่อนลงจากเครื่องด้วย ทุกที่นั่งจะมีหมอน ผ้าห่ม หูฟัง จอมอนิเตอร์สำหรับดูหนัง ฟังเพลง เล่มเกม ที่ชาร์จโทรศัพท์ และผ้าอุ่นสำหรับเช็ดหน้าตอนเช้า

         เรามาถึง Zurich เวลาประมาณ 11 โมงครึ่งวันอังคาร (เวลาสวิสเซอร์แลนด์) สนามบินที่นี่มีบริการไวไฟฟรี สามารถเอา Boardingpass ไปสแกนเพื่อรับรหัสไวไฟได้ที่ตู้หน้าตาแบบในรูปข้างล่างนี้ ส่วนเต้าเสียบสำหรับชาร์จโทรศัพท์ที่สนามบินจะเป็นแบบยุโรปคือ เป็นรูกลมๆ 

https://pbs.twimg.com/media/CrSIZUCUkAE1NxZ.jpg

         เปลี่ยนเครื่องไปสายการบินไทย (Thai Airline) ให้ความรู้สึกเหมือนอยู่บ้านเลย มีแต่คนไทย แอร์โฮสเตสก็พูดภาษาไทย 
https://i2.wp.com/www.fs2000.org/wp-content/uploads/2015/04/tg77w.jpg?resize=600%2C300

         บนเครื่องคนน้อยมากๆ แต่ละคนนั่งคนละแถวเลย แถวนึงมี 3 ที่นั่ง ง่วงก็นอนยาวลงไปเลย แต่ละที่นั่งจะมีหมอน ผ้าห่ม หูฟัง จอมอนิเตอร์สำหรับดูหนัง ฟังเพลง เล่มเกม ที่ชาร์จโทรศัพท์ และผ้าอุ่นสำหรับเช็ดหน้าตอนเช้าให้ เสิร์ฟอาหาร 2 มื้อเช่นกัน มื้อเย็น เป็นข้าวราดแกงหรือ ข้าวกับไก่ผัดพริกขิง สลัดผัก เค้ก และขนมปัง ส่วนมื้อเช้าเป็นขนมปัง ไข่คน มันฝรั่ง ไส้กรอก โยเกิร์ต และน้ำผลไม้ มีของว่างเป็นแครกเกอร์และมีเครื่องดื่มบริการเป็นระยะ 

         ตอนเครื่องใกล้ลงจอด (Landing) จะมีวิดีโออธิบายขั้นตอนการผ่านด่านตรวจคนเข้าเมือง และด่านศุลกากรให้ดู สำหรับคนไทยหรือผู้ถือพาสปอร์ตไทย ไม่ต้องกรอกใบ immigration 

         เมื่อลงจากเครื่องแล้วให้เดินตามป้ายตัวหนังสือสีฟ้าไปเรื่อยๆ (มีป้ายบอกตตลอดทาง) 
https://www.thai.lt/images/thailand/travel/thai-voa-bkk/immigration-sign.jpg
         ด่านตรวจคนเข้าเมืองจะมีให้บริการ 3 จุด เข้าจุดไหนก็ได้ เราเจอจุดแรกก็เลี้ยวเข้าเลย สำหรับคนไทยจะมีช่องด่วน เรียกว่า Auto Gate ไม่ต้องรอต่อคิวยาวเพื่อพบเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองเหมือนต่างชาติ เพียงแค่สแกนพาสปอร์ตกับเครื่อง ถ่ายรูปหน้า และพิมพ์ลายนิ้วมือ(นิ้วชี้ซ้ายหรือขวาก็ได้)กับเครื่อง ใช้เวลาไม่ถึง 5 นาที 

https://www.it24hrs.com/wp-content/uploads/2017/08/Suvarnabhumi-Airport-auto-gate-foreigner-p01.jpg

https://pbs.twimg.com/media/D5o1gVMU0AAXwm2.jpg

          ผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองแล้ว ก็เดินไปรับกระเป๋าตามสายพานหมายเลขที่แอร์โฮสเตสประกาศบนเครื่อง หรือไปตรวจสอบที่จอมอนิเตอร์ก็ได้ เมื่อได้รับกระเป๋าแล้ว ด่านต่อไปคือตรวจสอบสัมภาระโดยกรมศุลกากร เรียกว่าพิธีศุลกากร (Custom Formalities) ให้มองหาป้ายคำว่าศุลกากรตัวเขียวใหญ่ๆ หาไม่ยากเพราะจะอยู่ใกล้กับสายพานรับกระเป๋าเลย

https://www.mushroomtravel.com/page/wp-content/uploads/2017/03/4-10.jpg

เมื่อเข้าไปแล้ว จะแบ่งเป็น 2  ช่องคือ 

http://www.customs-suvarnabhumi.com/
  1. ช่องเขียว: “ไม่มีของสำแดง” สำหรับผู้ที่มั่นใจว่าตนเองไม่มีสิ่งของที่ต้องเสียภาษีอากรติดตัวเข้ามา และพกเงินสดไทยไม่เกิน 200,000 บาท เงินต่างประเทศไม่เกิน $15,000
  2. ช่องแดง: “มีของต้องสำแดง” สำหรับผู้ที่นำของต้องชำระอากร, ของต้องห้าม และของต้องกำกัด เข้ามา หรือไม่แน่ใจว่าของที่นำเข้ามานั้นต้องเสียภาษีอากรหรือไม่


https://www.mushroomtravel.com/page/wp-content/uploads/2017/03/3-%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%A9%E0%B8%B5.png       
👉 รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการสำแดงสิ่งของ 
👉 ข่าวสกัดธุรกิจพรีออเดอร์แบรนด์เนม สนามบินสุวรรณภูมิ กำลังจะใช้เครื่องเอ็กซเรย์พร้อมด้วย AI ตรวจกระเป๋าทุกใบบนสายพาน (ใครรับหิ้วสินค้า Pre-order เยอะๆ ระวังด้วยนะจ๊ะ) 
         กรมศุลกากรเน้นการอำนวยความสะดวกแก่ผู้โดยสาร โดยจะไม่ได้ทำการตรวจสัมภาระผู้โดยสารทั้งหมด แต่ทำการสุ่มตรวจด้วยเครื่อง X-Ray ตามหลักมาตรฐานสากล

        ของเราขนรองเท้ากลับไทยประมาณ 10 คู่ ส่วนใหญ่เป็นรองเท้าที่ใช้แล้ว มีรองเท้าใหม่แค่ 2 คู่ น้ำหอม 2 ขวด โลชั่นประมาณ 8 ขวด เครื่องสำอาง เสื้อผ้า และของใช้อื่นๆ ส่วนใหญ่เราจะแกะกล่อง/ป้ายราคาออก และกระจายของใส่ในแต่ละกระเป๋าเฉลี่ยๆไป เรามีกระเป๋าใบใหญ่ 2 ใบ และแครี่ออน 2 ใบ เดินเข้าช่องเขียว เจ้าหน้าที่สุ่มตรวจกระเป๋าแค่ 2 ใบ (แครี่ออน 1 ใบและใบใหญ่ 1 ใบ) โดยผ่านเครื่อง x-ray ไม่ได้เปิดค้น

         ผ่านพิธีศุลกากรแล้ว ก็มาถึงทางออก เราไม่มีซิมมือถือของไทย ใช้ไวไฟที่สนามบินก็ไม่ได้ โทรหาใครก็ไม่ได้ แต่ที่บ้านได้นัดกับเราว่าจะรออยู่ชั้น 2 ประตู 3 เราก็เดินไปหา โอ้ยยย คิดถึงมากๆ

รีวิวเล็กๆ
  • คำแรกที่พูดตอนก้าวเท้าเหยียบสนามบินสุวรรณภูมิคือ หูววว ร้อนand high humid มากๆ (ซึ่งทุกคนก็บอกว่าวันนี้ยังไม่ค่อยร้อนนะ แค่ 30 กว่าๆองศา แดดยังไม่ออกด้วยเพราะเพิ่งจะ 6 โมงเช้า)
  • รถติดมาก ติดทุกเส้น ขนาดทางด่วนยังติด
  • อาหารไทยมื้อแรกที่กินที่บ้าน คือข้าวเหนียวหมูปิ้ง
  • ก่อนมากะว่ากลับไทยมาจะกินแหลกจนตัวแตก แต่พอเอาเข้าจริงๆ ก็ไม่หิวอะไร ดื่มแต่น้ำเพราะร้อนมากๆ
  • Jetlag ไหม? เรื่องนอนไม่เท่าไร นอนหลับปกติอยู่ แต่หิวไม่เป็นเวลา ตีสี่ตื่นมาท้องร้องหิวข้าว 
  • ก่อนมาคิดไว้แล้วว่าจต้องกลับมาเจอ/ทำอะไรบ้าง แต่สิ่งที่อยู่นอกเหนือความคาดหมายคือ กองจดหมายที่ได้รับตลอด 2 ปี อื่นๆ ต้องรอดูต่อไปว่าจะมีอาการ Reverse Cultural Shcok ไหม


บทความที่เกี่ยวข้อง
👉 เดือนเที่ยว (travel grace period) ออแพร์ในอเมริกา
👉 จบโครงการออแพร์ เตรียมตัวกลับไทย
👉 การใส่ประสบการณ์การเป็นออแพร์ลงใน Resume / CV