วันเสาร์ที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2560

สอบใบขับขี่ฟลอริด้า part 3 (road test)

3. สอบใบขับขี่ฟลอริด้า (road test)
👩เตรียมตัวสอบขับรถ
1. อ่านรายละเอียดการสอบในคู่มือ และเว็บไซต์ของ DMV Florida
คลิกที่นี่เพื่อดาวน์โหลด Florida driver handbook
เรียนรู้คำศัพท์ภาษาอังกฤษพื้นฐานที่เกี่ยวกับการขับรถ เช่น
เปิดไฟเลี้ยว (Signal / Blinking), ที่ปัดน้ำฝน (Rain wipper/windscreen wiper ), ไฟฉุกเฉิน (emergency light), เบรคมือ (hand break), เบรค (break pedal), คันเร่ง (gas pedal), พวงมาลัย (wheel/ steering wheel), กระจกหน้ารถ (windscreen), กระจกมองหลัง (rear view mirror), กระจกมองข้าง (side mirror), เข็มขัดนิรภัย (seat bealt), ไฟฉุกเฉิน (emergency light), การเลี้ยว (turn let/right หรือ make a left/right turn), บีบแตร (honk the horn) เป็นต้น

2. ฝึกขับรถท่าที่จะใช้สอบ อันนี้เราเอาเทคนิคมาจากที่ครูสอนนะคะ
 1. Turn About (Three Point Turn) คือ การกลับรถบนถนนแคบประมาณ 30–40 ฟุต ในกรณีที่เราขับผิดทางและไม่มีจุดกลับรถ (U-turn)
(รูปจาก https://ipassdriving.ca/images/3PointTurn.png)
วิธีขับ Three point turn คือ
(1) ให้เปิดไฟลี้ยวขวา ขับไปจอดริมฟุตบาทด้านขวาสุดก่อน (Flat parking) โดยพยายามชิดขวาให้มากที่สุด ระยะห่างจากขอบฟุตบาทไม่เกิน 1 ฟุต
(2) เสร็จแล้วเปิดไฟเลี้ยวซ้าย หมุนพวงมาลัยไฟทางซ้ายสุด ชะโงกมองถนนทางด้านซ้าย-ขวา-ซ้ายดูว่ามีรถมาหรือไม่ แล้วค่อยๆ ปล่อยเบรคช้าๆ ให้รถไหลไป ขณะที่รถเคลื่อนไปข้างหน้าให้ชะโงกหน้าไปดูด้านข้างซ้ายของตัวรถ (เอาหน้าชิดกระจก) ระวังไม่ให้ชนขอบฟุตบาท แล้วหยุด
(3) เปลี่ยนคันโยกมาอยู่ที่ตำแหน่งR เพื่อถอยหลัง หมุนพวงมาลัยไปขวาสุด มองชะโงกมองถนนทางด้านขวา-ซ้าย-ขวา แล้วค่อยๆ ปล่อยเบรคช้าๆ ให้รถไหลถไป ขณะที่รถเคลื่อนไปถอยหลังให้ชะโงกหน้าไปดูด้านซ้ายหลัง (เอาหน้าชิดกระจก) ระวังไม่ให้ชนขอบฟุตบาท และด้านหน้ารถเอียงไปด้านซ้ายให้มากที่สุด (แล้วแต่ขนาดของรถ ต้องกะเอา และฝึกบ่อยๆ) เสร็จแล้วหยุด
(4) เปลี่ยนคันโยกมาอยู่ที่ตำแหน่งD เพื่อเดินหน้า หมุนพวงมาลัยไปซ้ายสุด มองถนนทางด้านขวา-ซ้าย-ขวา อีกที ค่อยขับเดินหน้าได้

💥ข้อควรระวัง ที่เราชอบลืมคือ ลืมเปิดไฟเลี้ยวซ้ายก่อนทำ 3 point turn และลืมดูถนนด้านซ้าย-ขวาทุกครั้งก่อนไป

2. Shifting Gears สำหรับรถเกียร์กระปุก (Manaul shift) อันนี้ขอข้ามไป

3. Straight-In Parking การจอดรถในลานจอดรถ แบบเอาหน้ารถเข้า อันนี้ไม่ยาก เพราะแค่พยายามให้รถอยู่กึ่งกลางระหว่างช่อง ไม่เลยเส้นหรือทับเส้น ไม่จำเป็นต้องตรงเป๊ะก็ผ่านแล้ว
(ดัดแปลงรูปจาก http://www.jasonsdrivingschool.co.uk/images/parking_bay.jpg)
ต้องฝึกจอดทั้งซ้ายและขวาดู จะได้กะขนาดรถเราถูก เพราะอย่างเราตัวเล็ก เซ็นเตอร์รถไม่ได้อยู่ตรงกลาง เวลาเราขับเรารู้สึกว่าเราจอดตรง แต่มันเบี้ยวตลอดเลย
ครูที่สอนขับรถบอกว่า สมมุติจะเลี้ยวซ้าย
(1) ให้พยายามขับชิดด้านขวาไว้ เพื่อให้มีมุมในการเลี้ยวกว้างขึ้น
(2) เปิดไฟเลี้ยวซ้าย ค่อยๆขับตรงไปช้าๆ จนกระจกซ้ายขนานกับเส้นแรก (หมายเลข 1)
(3) แล้วจึงค่อยเริ่มหมุนพวงมาลัยเลี้ยวซ้าย โดยขับต่อเนื่อง ห้ามหยุดรถ พยายามเลี้ยวทีละนิดๆ และเดินหน้าไปด้วยให้กระจกขวาชิดหมายเลข 2 มากที่สุด
(4) แล้วจึงปรับพวงมาลัยให้หน้ารถตรง (จังหวะนี้อาจต้องหมุนพวงมาลัยเร็วหน่อย) เดินหน้าเข้าจอด
(5) ถึงตำแหน่งที่เหมาะสมแล้วหยุด ผลักคันโยกไปที่ตำแหน่ง P เป็นอันเรียบร้อย

เวลาจะเข้าจอดทางด้านขวาก็ทำตรงข้ามกัน
💥สำคัญ อย่าลืมเปิดไฟเลี้ยวทุกครั้งก่อนจอด, ค่อยๆ ขับช้าๆ เพื่อให้มีเวลาปรับตำแหน่งรถ

💥จอดเสร็จ จะต้องถอยรถออกจากช่องจอดรถ ซึ่งจะแตกต่างจากการขับถอยหลังทางตรง ** อันนี้สำคัญมาก เพราะเราสับสน
วิธีถอยออกจากช่องจอดรถ
(1) เปลี่ยนคันโยกไปที่ตำแหน่ง P
(2) มองกระจกซ้าย-ขวา พร้อมกับหันหน้าไปมองจุดบอดด้านซ้าย-ขวาด้วย สุดท้ายกระจกหลังดูว่าปลอดภัยที่จะถอยหลังไหม
(3) ให้ถอยหลังช้าๆ โดยหมั่นหันมองด้านซ้าย-ขวาเป็นระยะๆ จนกระทั่งหน้ารถพ้นช่องจอด จึงเริ่มหมุนพวงมาลัยเลี้ยวไปทางที่ต้องการ
(4) เปลี่ยนคันโยกไปยังตำแหน่ง D เพื่อขับเดินหน้า

4. Stop Quickly คือ การขับรถเดินหน้าตรงด้วยความเร็ว 20 MPH (ความเร็วประมาณขับรถในหมู่บ้าน) แล้วเบรคอย่างกระทันหันให้รถจอดสนิท (เบรคหัวทิ่ม)

5. Backing Up การขับรถถอยหลังอย่างช้าๆ เป็นระยะทาง 50 ฟุต โดยห้ามใช้กระจกมองหลัง แต่ให้เอี้ยวตัวไปมองด้านหลังแทน
(รูปจาก http://cdn.newsday.com/polopoly_fs/1.6246173.1396298170!/httpImage/image.JPG_gen/derivatives/display_600/image.JPG)
วิธีขับรถถอยหลังคือ
(1) เปลี่ยนคันโยกไปที่ตำแหน่ง R
(2) เช็คกระจกซ้าย-ขวา พร้อมทั้งหันหน้าไปมองจุดบอดด้านซ้าย-ขวา และมองกระจกหลัง
(3) วางมือซ้ายที่ตำแหน่ง 12 นาฬิกาของพวงมาลัย ส่วนมือขวาพาดที่เบาะข้างคนขับ เอี้ยวตัวไปมองด้านหลังขณะถอยรถช้าๆ
(4)  เหลือบมองกระจกขวาเป็นระยะๆ สลับกับมองด้านหลังรถ เพื่อที่จะได้หมุนพวงมาลัยปรับซ้ายขวาได้ พยายามถอยให้ตรงที่สุด โดยไม่ชนขอบฟุตบาท หรือเอนออกนอกขอบฟุตบาทจนเกินไป

6. Stop Signs การหยุดรถเมื่อเห็นป้าย Stop sign
(ดัดแปลงรูปจาก http://pad2.whstatic.com/images/thumb/a/a7/Stop-at-a-STOP-Sign-Step-3-Version-2.jpg/aid344729-v4-728px-Stop-at-a-STOP-Sign-Step-3-Version-2.jpg)

(1) พยายามขับให้อยู่ในเลนขวา ป้าย Stop sign จะอยู่เลนขวาสุด
(2) เปิดไฟเลี้ยวกรณีต้องการเลี้ยวหลังป้าย Stop sign
(3) เหลือบมองกระจกหลังทุกครั้งก่อนหยุดรถ ค่อยๆ เหยียบเบรคให้รถหยุดแบบนิ่มนวล ห้ามเบรคกระทันหัน
(4) หยุดรถสนิทประมาณ 3 วินาที หลังเส้น Stop line หรือ crosswalk ไม่ควรจอดห่างStop signเกินไปหรือจอดเลยเส้น
(5) เสร็จแล้วหันหน้ามองถนนด้านซ้าย-ขวา-ซ้าย อีกที เมื่ือปลอดภัยจึงไปได้

💥ข้อที่คนมักผิดบ่อยคือ ไม่หยุดรถสนิท หรือหยุดแป๊บเดียว ไม่ดูซ้ายขวา ส่วนอีกกรณีหนึ่งคือไม่มีป้าย Stop แต่หยุดรถ เช่น กรณีขับอยู่ถนนหลัก แล้วมีรถกำลังจะออกจากซอย (Side road) ก็ไม่ต้องหยุด ยกเว้นกรณีเราขับมาถึงทางบังคับเลี้ยว (ทางตรงตัน) ต้องหยุดดูซ้ายขวาเสมือนมีป้าย Stop sign ว่าปลอดภัยแล้วจึงไปได้

7. Signal and Turn การเลี้ยวหรือเปลี่ยนเลน ให้จำว่า 💥 SMOG 💥
(1)  S: Signal เปิดไฟเลี้ยวทุกครั้งก่อนเลี้ยวหรือเปลี่ยนเลนล่วงหน้าอย่างน้อย 100 ฟุต
(2) M: Mirror ดูกระจกข้างข้างที่ต้องการจะเลี้ยวว่ามีรถมาหรือไม่
(3) O: Over shoulder หันหน้าไปมองจุดบอดด้านที่ต้องการเลี้ยว หรือเปลี่ยนเลนว่าไม่มีรถมาจริงๆ
(4) G: Go เมื่อเห็นว่าปลอดภัยแล้วจึงเลี้ยว หรือเปลี่ยนเลนได้

(รูปจาก http://www.mercedescla.org/forum/attachments/7005d1392856915-cla-250-side-mirrors-view-not-covering-blind-spots-please-help-blind_spot_3.jpg)

💥 การเปลี่ยนเลนให้หมุนพวงมาลัยเอียงนิดๆ อย่าหักรถเข้าเลนใหม่อย่างกระทันหัน และใช้ความเร็วคงเดิม ไม่ควรเร่งขึ้น หรือลดความเร็ว (เราชอบเผลอลดความเร็วตลอดตอนเลี้ยว ตอนเปลี่ยนเลน)
💥 การเลี้ยวขวาต้องไม่ทำมุมกว้างเกินไป พยายามเลี้ยวตามโค้งของขอบฟุตบาท

8. Stay in the Correct Lane ที่อเมริกาขับรถชิดขวา ไม่ขับคร่อมเลน ไม่ทับเส้นแบ่งเลน ไม่เปลี่ยนเลนถ้าไม่ปลอดภัย วิธีดูว่าเราขับอยู่กลางเลนสำหรับมือใหม่หัดขับ ให้ดูว่าพวงมาลัยอยู่กลางถนน หรือมองว่ากึ่งกลางที่ปัดน้ำฝนอยู่ตรงเส้นแบ่งเลนด้านขวาพอดี และมุมกระจกหน้าล่างซ้ายของรถอยู่บนเส้นแบ่งเลนด้านซ้ายพอดี

9. อื่นๆ ได้แก่
  • Parking on a Grade. ข้อนี้ไม่ได้ให้ขับจริง แต่เป็นการถาม-ตอบ เกี่ยวกับการจอดรถบนเนินเขา uphill and downhill, with and without a curb. ให้จำแค่ Uphill with curb อย่างเดียวที่แตกต่าง นอกนั้นเหมือนกันหมด


    การจอดรถ Uphill with curb ให้ตอบว่า
    (1) หมุนพวงมาลัยไปทางซ้าย (Turn the wheel to the left)
    (2) ผลักคันโยกไปยังตำแหน่ง P (Put on the park)
    (3) ยกเบรคมือขึ้น (Handbreak up)
    (4) ดับสวิทช์เครื่องยนต์ เอากุญแจออก (Turn off the engine / Key off)

    💥การจอด Uphill without curb, Downhill with curb, Downhill without curb ให้หมุนพวงมาลัยไปทางด้านขวาหมด
  • Obey Traffic Signals. ปฏิบัติตามสัญญาณไฟจราจร หมั่นสังเกตป้ายจราจรต่าง ๆ
- ไฟเหลือง ให้เริ่มเหยียบเบรคเพื่อชะลอรถ โดยก่อนเหยียบเบรคต้องมองกระจกหลังก่อนทุกครั้ง, ไฟแดงให้หยุดรถหลังเส้นสีขาว โดยเบรคแบบนุ่มนวล, ไฟเขียวให้ขับต่อไปได้
- ที่ฟลอริด้า เลี้ยวขวาผ่านตลอดแม้จะเป็นไฟแดง ยกเว้น มีป้ายกำหนดช่วงเวลาเลี้ยว หรือมีลูกศรไฟแดงห้ามเลี้ยว ต้องรอลูกศรไฟเขียว
- ป้าย Yield ชะลอรถทุกครั้ง แต่ไม่ต้องหยุด เมื่อเห็นว่าไม่มีรถแล่นมาจึงขับไปต่อได้
  • Approach of Crossing. ข้อนี้คล้ายๆ ข้อ 8. Stay in the Correct Lane คือขับให้ถูกเลน จะเลี้ยว จะเปลี่ยนเลนต้องเข้าให้ถูก และระหว่างขับให้มองทั่วๆ โดยเฉพาะเวลาเลี้ยวให้มองรถที่มาจากแต่ละแยกว่าปลอดภัยที่จะเลี้้ยวหรือไม่
  • Observe Right-of-Way. หยุดให้คนข้ามถนน, เวลาเจอรถฉุกเฉินให้ขับชิดขวาสุดและหยุดรถจนกว่ารถฉุกเฉินจะผ่านไป และเวลาเจอทางแยกที่ไม่มีไฟจราจรหรือป้ายหยุด ต้องรู้ว่าต้องหยุดทุกครั้งก่อนเพื่อดูว่าใครถึงทางแยกก่อน จึงสามารถขับไปได้ก่อน
  • Passing. เวลาขับให้มองด้านหน้าตลอดเวลา และมองกระจกหลังเป็นระยะ
  • Follow at a Safe Distance. ไม่ขับรถจี้ท้ายคันหน้า หรือชิดคันหน้ามากเกินไป ต้องทิ้งระยะห่างประมาณ 4 วินาทีเบรค
  • Use Proper Posture. ปรับที่นั่งคนขับและพวงมาลัยให้เหมาะสม เหยียบเบรคได้เต็มเท้า ไม่ใช้ปลายเท้าเหยียบ มือทั้งสองข้างจับพวงมาลัยรถที่ตำแหน่ง 10 และ 2 นาฬิกา ไม่ยกมือออกจากพวงมาลัย เวลาจะเปิดไฟเลี้ยวให้พยายามใช้ปลายนิ้วผลักก้านไฟเลี้ยว และเวลาต้องการหมุนพวงมาลัยให้ใช้เทคนิค Hand-over-hand
 
(รูปจาก http://www.chandigarhtrafficpolice.org/images/safe_responsible_driving/steer_smoothly.jpg และ https://ytimg.googleusercontent.com/vi/X2oDnH5FBJI/mqdefault.jpg)
  • ที่ฟลอริด้าไม่มีการสอบถอยหลังเข้าซอง (Parallel parking) นะคะ จะมีแค่บางรัฐเท่านั้น เพราะว่าฟลอริด้าไม่ค่อยเจอที่จอดรถแบบจอดข้างถนน
(รูปจาก https://i.embed.ly/1/image?url=http%3A%2F%2Fimgur.com%2FetuinLB.jpg&key=d4d8237d9ea940f0aeeb79746705567a และ https://i.pinimg.com/736x/56/66/a5/5666a562adfc19723471312935e167a4--life-hacks-tips-useful-life-hacks.jpg)


👩การสอบ
สถานที่สอบ สามารถสอบได้ 3 ที่ ได้แก่
1. DMV สอบที่กรมขนส่งใกล้บ้าน
2. County tax collector สอบที่สรรพากรใกล้บ้าน
3. Third Party หรือ Driving school สอบที่โรงเรียนสอนขับรถ

การนัดหมายสอบขับรถ
ส่วนใหญ่ไม่ต้องนัด แต่ให้ไปเช้าๆ มากๆ คนจะไม่เยอะ ไม่ต้องรอคิวนาน

เอกสารที่ต้องนำไปเหมือนตอนไปสอบข้อเขียนเลย
1. Identification เช่น Passport
2. Social security number
3. Proof of residencial address 2 ใบ

ของเราโฮสสมัครคอร์สเรียนขับรถให้ 5 ชม + สอบขับรถ 1 ชม ราคา $280 แบ่งเป็นเรียน 1.5ชม, 1.5 ชม, และ 2 ชม แล้วก็สอบเลย สามารถเลือกวันเวลาเรียนได้โดยโทรไปนัดกับทางโรงเรียน แล้วครูจะขับรถมารับที่บ้าน พาไปขับแถวๆบ้าน 2 ครั้ง ส่วนใหญ่จะเน้นสอนเทคนิคและท่าที่ต้องสอบ และครั้งสุดท้าย (15/9/60) ครูพาขับไปแถวๆ โรงเรียนเพื่อไปฝึกขับบนถนนแถวนั้น1-2 รอบก่อนที่จะสอบ ก็ใช้รถที่เรียนกับครูคนที่สอนเป็นคนสอบ ดังนั้น โอกาสผ่านก็จะง่ายกว่า เพราะครูจะใจดีและเข้าใจเรามากกว่า แต่ก็แพง (จริงๆ เราขับแย่มาก ขนาดครูยอมให้ผ่านแล้ว ยังขับผิดอยู่เลย โดนครูดุตั้งหลายครั้ง เพราะว่าตื่นเต้น และกลัวถนนด้วย ไม่คิดว่าจะต้องมาสอบแถวโรงเรียน ไม่เคยมาฝึกขับแถวนี้ก่อน ประสบการณ์ขับรถที่เมืองไทยก็แทบเป็นศูนย์) พอผ่านมาได้โรงเรียนก็จะออกใบผลสอบให้เอาไปยื่นกับ DMV หรือ Couty tax collector ใกล้บ้านเพื่อให้เขาถ่ายรูปและออกใบขับขี่ให้ เสียค่าบริการ $6.25

วันนี้(21/9/60) เพิ่งได้เอาผลสอบไปยื่นที่ Duval county tax collector เราก็ไม่รู้ว่าต้องนำหลักฐานแสดงตนทุกอย่างไปเหมือนตอนไปสอบข้อเขียน เพราะตอนนั้นก็เห็นเค้าแสกนเอกสารทุกอย่างของเราลงระบบหมดแล้ว แล้วครูก็บอกให้เอาแค่ผลสอบกับlerner's permit มายื่น ปรากฏว่าเจ้าหน้าที่ไม่ยอมทำให้ เสียเวลาเสียค่าอูเบอกลับมาที่บ้านอีกรอบ มานั่งรอคิวใหม่อีก เจ้าหน้าที่ตรวจสอบเอกสารและสแกนลงระบบอีกรอบ ถามประวัติว่าเคยโดนระงับใบขับขี่ไหมอะไรทำนองนี้ ให้ไปถ่ายรูปและตรวจสอบความถูกต้องของใบขับขี่ก่อนจะออกให้ แต่เจ้าหน้าที่เคี่ยวมากให้ใบขับขี่ชั่วคราวมา อายุใช้งาน 1 ปีเท่านั้น นับจากวันที่เราได้ lerner's permit (เดือนที่แล้ว) บอกว่าให้ตามอายุวีซ่า J1 ของเรา)

สำหรับคนที่สอบขับรถที่ DMV หรือ Couty tax collector จะต้องนำรถไปเอง คนที่มีใบขับขี่ชั่วคราว (Learner's permit) สามารถขับไปได้เอง แต่คนที่ไม่มีต้องให้คนที่มีใบขับขี่เป็นคนขับรถพาไป ส่วนเวลาสอบจริงก็มีแค่เรากับคนคุมสอบนั่งในรถแค่สองคนเท่านั้น

รถที่ใช้สอบจะต้องตรวจสอบให้แน่ใจก่อนว่าระบบต่างๆ และอุปกรณ์ของรถพร้อมใช้งาน และต้องนำใบประกันรถยนต์ไปยื่นให้เจ้าหน้าที่ดูก่อนสอบด้วย
Vehicle inspection
• No Horn, rear-view mirror, directional signals, steering wheel, brakes, tires, brake lights, or tail lights are defective or inoperable.
• No windshield wipers on the driver’s side.
• No operable headlights when visibility is reduced.
• Cracked or broken glass that hinders visibility.
• Expired tag. • The vehicle doesn’t have doors. • Front doors don’t open from the inside and outside.
• Vehicle does not have stationary seats.
• Vehicle does not permit driver to give hand signals when required.
• Jeep-type vehicles without framed canvas or metal doors held by hinges and door latch.
• Doesn’t meet bumper height requirements.
• A low speed vehicle.

เสร็จแล้วเจ้าหน้าที่จะให้แผ่นรายการท่าต่างๆ ที่ต้องสอบมาอ่าน เมื่อผู้คุมสอบมาถึง เขาจะถามว่าอ่านใบนี้จบหรือยัง ต้องการเวลาอ่านเพิ่มไหม ถ้าพร้อมแล้วก็ไปสอบได้

💥 สำหรับคนที่ภาาาอังกฤษไม่ค่อยแข็งแรงแบบเรา ก่อนสอบให้บอกผู้คุมสอบว่า ช่วยพูดช้าๆ ดังๆ ให้หน่อย บอกเขาไปตามตรงว่าภาษาอังกฤษเราไม่ค่อยดี เค้าเข้าใจค่ะ 

เดินเข้าไปนั่งในรถ เปิดประตูด้านคนขับค้างไว้ รัดเข็มขัดนิรภัย ปรับเก้าอี้คนขับ กระจกด้านข้างซ้าย-ขวา กระจกมองหลัง และอื่นๆ ให้พร้อม

สตาร์ทรถ ผู้คุมสอบจะบอกให้เปิดไฟเลี้ยวซ้าย ขวา แตะเบรค บีบแตร เปิดที่ปัดน้ำฝน เปิดไฟต่ำ ไฟสูง ผู้คุมสอบจะขึ้นมานั่งข้างเรา และให้เริ่มสอบตามท่าต่างๆ ข้างต้น ลำดับอาจไม่เรียงตามนั้นขึ้นอยู่ว่าถนนที่สอบนั้นเป็นแบบไหน เวลาสอบแต่ละท่าเค้าจะบอกว่าต่อไปให้ทำอะไร เราก็ทวนคำสั่งก่อนทำ ถ้าไม่แน่ใจให้ถามซ้ำก่อน ดีกว่าทำผิดแล้วโดนตัดคะแนน ถ้าเขาไม่พูดอะไรคือขับตรงไปเรื่อยๆ เมื่อสอบเสร็จผู้คุมจะอธิบายข้อผิดพลาดให้เราฟัง และบอกผลการสอบว่าผ่าน หรือไม่ผ่านค่ะ

สำหรับคนที่สอบข้อเขียนและสอบขับรถผ่านในวันเดียวก็จะเสียแค่ค่าใบขับขี่ $48 + ค่าบริการ $6.25 แต่เราไปสอบข้อเขียนก่อนวันนึงและได้ใบขับขี่ชั่วคราว (Learner's permit)มา ครั้งนั้นจ่าย$48 + ค่าบริการ $6.25 และสอบขับรถอีกวันนึงเลยต้องจ่ายค่าบริการอีกครั้ง $6.25  สำหรับคนที่สอบขับรถไม่ผ่านต้องมาสอบใหม่จะเสียค่าสอบแก้ตัวอีก $20 ค่ะ

จริงๆ สอบไม่ยาก ต้องหมั่นฝึกฝนบ่อยๆ และไปดูลาดเลาถนนที่จะใช้สอบก่อนก็จะช่วยให้ผ่านได้ง่ายขึ้นค่ะ ถ้าสอบไม่ผ่านก็เอาข้อผิดพลาดและคำแนะนำของคนคุมสอบมาแก้ไขและไปขอสอบใหม่ได้ค่ะ

ขอเป็นกำลังใจให้ทุกท่านสอบผ่านค่ะ

บทความที่เกี่ยวข้อง
👉 สอบใบขับขี่ฟลอริด้า part 1 (drug and alcohol course)
👉 สอบใบขับขี่ฟลอริด้า part 2 (สอบข้อเขียน)